ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการตรวจเชื้อ HIV

แนวทางปฏิบัติสำหรับการตรวจเชื้อ HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้มีการตรวจเชื้อ HIV หลายรูปแบบมากขึ้น

วิธีการตรวจเชื้อ HIV แบบต่าง ๆ และข้อควรพิจารณา

ข้อเท็จจริง 5 ข้อเกี่ยวกับการตรวจ

  1. กว่าจะตรวจพบเชื้อ HIV ในร่างกายต้องใช้เวลา
    คนส่วนใหญ่ที่สัมผัสกับเชื้อ HIV จะตรวจพบว่า ติดเชื้อแล้วภายในเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่สัมผัสกับเชื้อ แต่ก็มีคนจำนวนน้อยที่ใช้เวลาถึงสามเดือนกว่าจะตรวจเจอ
  2. คุณมีโอกาสแพร่เชื้อได้สูงมากในระหว่าง ‘ระยะแฝง’
    ซึ่งเป็นช่วงระหว่างการติดเชื้อ HIV และการสร้างภูมิคุ้มกัน การแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นมากมาย เพราะหลายคนไม่รู้ว่าพวกเขามีเชื้อ HIV ที่กำลังลุกลามในระยะแฝง
  3. ผลการตรวจเป็นลบหลังจากสามเดือนเป็นสัญญาณที่ดี
    การตรวจมีผลเป็นลบหรือไม่พบเชื้อ HIV สามเดือนหลังจากการตรวจเบื้องต้นมักจะหมายความว่า บุคคลนั้นไม่มีเชื้อ HIV ตราบใดที่ไม่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อ HIV ในระหว่างการตรวจอีก
  4. ผลตรวจเชื้อ HIV ของคุณจะถูกเก็บเป็นความลับ
    การตรวจทั้งหมดจากแพทย์ทั่วไปตามคลินิกเอกชนและคลินิกของรัฐนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว หากคุณกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว โปรดพูดคุยกับแพทย์ของคุณหรือที่คลินิกเมื่อเข้ารับการตรวจ  คุณไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเมดิแคร์ที่คลินิกบางแห่งและไม่ต้องแจ้งชื่อจริงก็ได้
  5. คลินิกสุขภาพทางเพศหลายแห่ง ไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    ในหลาย ๆ กรณี คุณสามารถเข้ารับการตรวจเชื้อ HIV ได้ฟรี และไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเมดิแคร์ ค้นหาสถานให้บริการตรวจในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ใกล้บ้านคุณที่สุดได้ที่นี่

การตรวจเชื้อ HIV มีวิธีไหนบ้าง?

การตรวจเชื้อ HIV แบบรวดเร็ว

การตรวจเชื้อ HIV แบบรวดเร็วต้องเก็บตัวอย่างเลือดเล็กน้อย ซึ่งโดยทั่วไปจะเจาะเลือดจากปลายนิ้ว และสามารถทราบผลได้ภายใน 30 นาที

ผลตรวจที่เป็นไปได้มีสามอย่าง คือ ไม่ติดเชื้อ ติดเชื้อ และไม่แสดงผล ซึ่งผลตรวจเหล่านี้เป็นผลตรวจเบื้องต้นเท่านั้น และยังจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างเลือดจากแขนของคุณแล้วส่งไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผลอีกครั้ง

  • ไม่ติดเชื้อ ตรวจไม่พบสารภูมิต้านทาน HIV ในตัวอย่าง แต่ที่สำคัญจะต้องทราบด้วยว่า อาจมีกรณีที่คนที่ติดเชื้อในระยะแฝงอาจได้รับผลเป็นลบ หรือมีผลตรวจว่าไม่ติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ติดเชื้อ ตรวจพบสารภูมิต้านทาน HIV ในตัวอย่าง แต่ผลตรวจนี้จำเป็นต้องได้รับการยืนยันจากการตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการ
  • ไม่แสดงผล การตรวจครั้งนี้มีข้อผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นทำให้ไม่แสดงสถานะ HIV และพวกเขาจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจเชื้อ HIV แบบรวดเร็วซ้ำอีกครั้ง

มีสถานที่ให้บริการตรวจเชื้อ HIV แบบรวดเร็วอยู่หลายแห่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ หรือหากคุณอาศัยอยู่ที่ซิดนีย์ คุณสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่คลินิก a[TEST]

การตรวจหาสารภูมิต้านทาน HIV

การตรวจเชื้อ HIV ด้วยการหาสารภูมิต้านทาน HIV เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในการไปรับการตรวจสุขภาพทางเพศ

หากคุณติดเชื้อ HIV ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะสร้างสารภูมิต้านทานขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับไวรัส ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใน 2-12 สัปดาห์หลังจากที่มีการรับเชื้อ HIV มา วิธีตรวจหาสารภูมิต้านทาน HIV จะเป็นการตรวจหาสารภูมิต้านทานเหล่านี้ หากมีผลตรวจเป็นบวกหรือพบว่าคุณติดเชื้อ จะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันผล

การตรวจแอนติเจน

การตรวจแอนติเจน ใช้ตรวจหาการติดเชื้อ HIV ในระยะแรกก่อนการตรวจหาสารภูมิต้านทาน HIV ซึ่งเป็นการตรวจปริมาณของโปรตีนที่รู้จักกันในชื่อของแอนติเจน p24 ที่เป็นส่วนหนึ่งของไวรัส HIV และถูกผลิตในปริมาณสูงในระยะแรก ๆ หลังจากที่ติดเชื้อ HIV แล้ว ห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ของออสเตรเลียในปัจจุบันจะทำการตรวจทั้งสารภูมิต้านทาน HIV และแอนติเจนp24

การตรวจจากหยดเลือดแห้ง (Dry Blood Spot – DBS)

การตรวจแบบ DBS เป็นวิธีการตรวจเชื้อ HIV ที่ฟรี มีความแม่นยำ และสะดวก ซึ่งสามารถกระทำได้ง่าย ๆ และเป็นส่วนตัวที่บ้านของคุณ

การตรวจแบบนี้เป็นการเก็บหยดเลือดสองสามหยดจากนิ้วของคุณ และปล่อยให้เลือดแห้งบนบัตรทดสอบ จากนั้นให้ส่งบัตรทดสอบกลับไปทางไปรษณีย์เพื่อให้ตรวจเเละการรอผลของคุณจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ คุณสามารถลงทะเบียนเพื่อตรวจเชื้อ HIV ด้วยวิธี DBS ได้ที่นี่

การตรวจเชื้อ HIV ด้วยตนเอง (HIV Self-Test – HST)

การตรวจแบบ HST ช่วยให้คุณทำการตรวจเบื้องต้นด้วยตนเองที่บ้านได้ ซึ่งมีขั้นตอนง่าย ๆ โดยใช้ก้านสำลีถูเบา ๆ ที่ภายในปากหรือการเจาะเลือดจากปลายนิ้ว ซึ่งจะแสดงผลได้ภายในเวลา 30 นาที

เพื่อเพิ่มอัตราของการตรวจ รัฐบาลออสเตรเลียได้แก้ไขข้อบังคับเพื่ออนุญาตให้จำหน่ายอุปกรณ์การตรวจเชื้อ HIV ด้วยตนเองในออสเตรเลียได้ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยบริหารสินค้าด้านการรักษาโรค (Therapeutic Goods Administration) ซึ่งหมายความว่า ในปัจจุบันการจำหน่ายอุปกรณ์การตรวจแบบ HST ในออสเตรเลียยังคงเป็นสิ่งผิดกฏหมาย

อย่างไรก็ตาม การซื้ออุปกรณ์ตรวจแบบ HST จากต่างประเทศเพื่อใช้ส่วนตัวในออสเตรเลียนั้นไม่ผิดกฏหมาย หากจะซื้ออุปกรณ์เหล่านี้คุณควรพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้

  • ศึกษาอุปกรณ์เพื่อให้แน่ใจว่า มีการรับรองจากผู้วางระเบียบที่น่าเชื่อถือ
  • อุปกรณ์ต่าง ๆ แตกต่างกันในด้านคุณภาพและความแม่นยำ และยังอาจได้รับผลจากความร้อนระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการตรวจได้
  • เป็นไปได้ว่า อุปกรณ์ตรวจแบบ HST ที่ซื้อมาจากต่างประเทศจะไม่มีข้อมูลเฉพาะของออสเตรเลียที่ระบุว่า คุณจะทำอะไรได้บ้างกับผลตรวจของคุณ
  • เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ตรวจแบบเบื้องต้นเท่านั้น ผลการตรวจที่เป็นไปได้ คือ ‘ติดเชื้อ’ ‘ไม่ติดเชื้อ’ (ไม่พบเชื้อ) หรือ ‘ไม่แสดงผล’ ผลที่ระบุว่าติดเชื้อนั้น จำเป็นต้องได้รับการยืนยันด้วยการตรวจเลือดที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์
  • อุปกรณ์การตรวจแบบ HST ทำงานด้วยการตรวจหาสารภูมิต้านทาน HIV ซึ่งสารภูมิต้านทานจะผลิตโดยระบบภูมิคุ้มกันในช่วงระหว่างสองสัปดาห์ถึงสามเดือนหลังจากที่รับไวรัส HIV เนื่องจากใน’ช่วงระยะแฝง’ อุปกรณ์การตรวจเชื้อ HIV ด้วยตนเองอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์สุดท้ายจนกว่าจะผ่านไปสามเดือนหลังจากที่มีความเสี่ยงได้รับเชื้อ
  • หากคุณกำลังพิจารณาจะตรวจเชื้อ HIV ด้วยตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทราบว่า คุณควรติดต่อใคร เพื่อจะได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และบริการตรวจวินิจฉัยโรค หากมีผลระบุว่า คุณติดเชื้อ ด้วยเหตุผลนี้ เราขอแนะนำประชาชนไม่ให้ตรวจเองโดยลำพัง และควรตรวจในช่วงเวลาที่มีบริการความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เปิดทำการ

เช็คลิสต์สิ่งที่ต้องพูดคุยก่อนเข้ารับการตรวจ

หากคุณจะไปตรวจกับแพทย์ทั่วไปหรือคลินิกสุขภาพทางเพศ (เช่น การตรวจเชื้อ HIV แบบรวดเร็ว การตรวจสารภูมิต้านทาน หรือการตรวจแอนติเจน) คุณจะมีเวลาเล็กน้อยในการพูดคุยกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณ ในเรื่องดังต่อไปนี้

  • การตรวจหมายถึงอะไร และผลที่ตามมาของผลตรวจที่ระบุว่า ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ
  • พฤติกรรมทางเพศของคุณตั้งแต่ที่เข้ารับการตรวจครั้งสุดท้าย เพื่อค้นหาว่า เป็นไปได้แค่ไหนที่คุณอาจได้รับเชื้อ HIV
  • ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับเชื้อ HIV และมีการแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนได้อย่างไร อีกทั้งคุณจะป้องกันตัวเองอย่างไร
  • การช่วยเหลือที่มีให้คุณหลังจากทราบผลตรวจแล้ว
  • ‘ช่วงระยะแฝงตัว’ ของคุณขณะเข้ารับการตรวจ และคุณจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจใหม่หรือไม่

คลินิกบางแห่งให้บริการแบบเร่งด่วนพิเศษ ซึ่งคุณสามารถให้ข้อมูลเหล่านี้บางส่วนกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงก่อนพบกับพยาบาล เพื่อให้คุณสามารถเสร็จการนัดหมายได้เร็วขึ้น

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม?

หากคุณมีเหตุการณ์เสี่ยงเมื่อไม่นานมานี้ คุณสามารถทานยาต้านไวรัส HIV หลังการสัมผัสเชื้อ (PEP) ได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ต้องทานภายในเวลา 72 ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับเชื้อ HIV โดยโทรศัพท์ไปที่สายด่วน PEP ที่ 1800 737 669

หากคุณต้องการพูดคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับผลตรวจที่ระบุว่า ติดเชื้อหรือพบเชื้อ โปรดโทรไปที่

องค์กร ACON

โทรศัพท์ (02) 9206 2000
โทรฟรี 1800 063 060
โทรพิมพ์ (02) 9283 2088

บริการเร่งด่วนเพื่อการตรวจวินิจฉัยเชื้อ HIV (HIV Diagnosis Priority Service) เปิดให้บริการ วันจันทร์ถึงศุกร์

เมื่อคุณโทรศัพท์ไป โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า คุณเพิ่งได้รับการตรวจวินิจฉัยเป็นครั้งแรกว่า ติดเชื้อ และขอพูดกับที่ปรึกษา (counsellor) หรือเจ้าหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยเจ้าหน้าที่จะโทรกลับหาคุณภายในหนึ่งวันทำการนับจากวันที่คุณโทรไปครั้งแรก

สายข้อมูลเครือข่ายสุขภาพทางเพศรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW Sexual Health Infolink)

โทรฟรี 1800 451 624
โทรพิมพ์ 02 9221 6515

เปิดให้บริการ วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00 – 17.30 นาฬิกา

ไลฟ์ไลน์ (Lifeline)

โทรฟรี 1800 184 527 หรือ 13 11 14

หากคุณต้องการพูดคุยกับใครสักคนนอกเวลาทำการ บริการให้คำปรึกษาช่วงวิกฤตของไลฟ์ไลน์ (Lifeline’s Crisis Counselling Service) เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง

นโยบายเกี่ยวกับการตรวจเชื้อ HIV ของออสเตรเลีย

ในเดือนกันยายน 2011 องค์กร Australasian Society for HIV, Viral Hepatitis และ Sexual Health Medicine (ASHM) ได้ออกนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับการตรวจเชื้อ HIV (National HIV Testing Policy) ซึ่งมีการปรับปรุงภายหลังในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายแห่งชาติด้านการตรวจเชื้อ HIV โปรดไปที่เว็บไซต์ http://testingportal.ashm.org.au